AI UGC คืออะไร? วิธีสร้าง UGC โฆษณาด้วย AI ที่ดูเป็นธรรมชาติ
AI UGC คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสร้างวิดีโอที่มีรูปแบบคล้ายคอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริง โดยระบบสามารถสร้างผู้พูด เสียงพากย์ สคริปต์ คำบรรยาย และองค์ประกอบของวิดีโอได้โดยไม่ต้องถ่ายทำทุกส่วนด้วยคนจริง
อย่างไรก็ตาม หากวิดีโอถูกสร้างด้วย AI ทั้งหมด ในทางปฏิบัติควรเรียกว่า UGC Style Creative หรือโฆษณาที่ใช้รูปแบบของ UGC มากกว่า UGC จริง เพราะไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้สินค้าโดยตรง ความแตกต่างนี้มีความสำคัญต่อความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และการปฏิบัติตามนโยบายของแพลตฟอร์มโฆษณา
จุดแข็งของ AI UGC ไม่ได้อยู่ที่การแทนที่ Creator ทั้งหมด แต่อยู่ที่ความสามารถในการผลิต Creative หลายรูปแบบได้รวดเร็ว ช่วยทดสอบ Hook ข้อเสนอ Persona และมุมการขายก่อนนำแนวคิดที่มีประสิทธิภาพไปผลิตด้วยคนจริง
UGC คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับโฆษณายุคปัจจุบัน
UGC ย่อมาจาก User Generated Content หมายถึงเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้งานหรือลูกค้า เช่น รีวิวสินค้า วิดีโอทดลองใช้ ภาพถ่ายหลังซื้อสินค้า หรือความคิดเห็นจากประสบการณ์จริง
สำหรับการโฆษณา UGC มักถูกนำมาพัฒนาเป็นวิดีโอแนวเล่าประสบการณ์ สาธิตสินค้า หรืออธิบายปัญหาในภาษาที่เป็นธรรมชาติ รูปแบบดังกล่าวดูใกล้เคียงกับคอนเทนต์ทั่วไปบน Social Media มากกว่าโฆษณาที่ผลิตในสตูดิโอ
ความสำคัญของ UGC มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการเห็นข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่น เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม อุปกรณ์เทคโนโลยี บริการทางการเงิน และสินค้าในกลุ่มสุขภาพ
ในมุมของนักการตลาด UGC ยังช่วยให้แบรนด์สื่อสารปัญหาและประโยชน์ของสินค้าในบริบทที่เข้าใจง่ายกว่าเนื้อหาเชิงผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
สถิติ UGC Ads เทียบกับ Traditional Ads
Traditional Ads หมายถึงโฆษณาที่ผลิตและสื่อสารจากมุมของแบรนด์โดยตรง ส่วน UGC Ads ใช้เนื้อหาหรือรูปแบบการนำเสนอที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์ของผู้บริโภค
ตัวเลขต่อไปนี้เป็นข้อมูลเชิงทิศทางจากการสำรวจและรายงานในต่างประเทศ ไม่ควรนำมาใช้เป็นค่ามาตรฐานสำหรับทุกธุรกิจ เพราะผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย สินค้า ข้อเสนอ แพลตฟอร์ม และคุณภาพของ Creative
| ตัวชี้วัด | ข้อมูลที่มีการรายงาน | ความหมายสำหรับนักการตลาด |
| CTR | โฆษณาที่ใช้ UGC มี CTR สูงกว่าโฆษณาทั่วไปประมาณ 4 เท่า | รูปแบบคอนเทนต์ที่ดูใกล้เคียงกับโพสต์ทั่วไปอาจช่วยดึงดูดการคลิกได้ดีขึ้น |
| Trust | ผู้บริโภค 84 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มเชื่อถือแคมเปญที่มี UGC มากขึ้น | ประสบการณ์จากผู้ใช้มีส่วนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ |
| Purchase Intent | ผู้ซื้อ 77 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มซื้อสินค้าที่ค้นพบผ่าน UGC | UGC สามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อ |
| Conversion | มีรายงานว่าแคมเปญหรือหน้าเว็บไซต์ที่ใช้ UGC อาจสร้าง Conversion สูงขึ้นประมาณ 29 เปอร์เซ็นต์ | การแสดงหลักฐานจากผู้ใช้สามารถลดความลังเลก่อนซื้อได้ |
ข้อมูลดังกล่าวรวบรวมจากรายงานและสถิติของ Bazaarvoice ซึ่งอ้างอิงการศึกษาหลายแหล่ง จึงควรใช้เพื่อประกอบการวางสมมติฐานและทดสอบกับข้อมูลของธุรกิจ ไม่ควรคาดหวังว่าทุกแคมเปญจะได้ผลลัพธ์ในระดับเดียวกัน
จากประสบการณ์ด้าน Performance Marketing ตัวแปรที่สร้างความแตกต่างมักไม่ใช่เพียงการระบุว่า Creative เป็น UGC หรือไม่ แต่เป็นความสอดคล้องระหว่างปัญหาที่พูดถึง Persona ของผู้พูด หลักฐานประกอบ และข้อเสนอที่ผู้ชมได้รับ
ปัญหาของ UGC แบบดั้งเดิม
UGC ที่ผลิตด้วย Creator จริงมีข้อดีด้านความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ตรง แต่กระบวนการผลิตอาจมีข้อจำกัดหลายด้าน
- การหา Creator ใช้เวลา
แบรนด์ต้องค้นหาและคัดเลือกผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีบุคลิกตรงกับกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงตรวจสอบผลงาน ความน่าเชื่อถือ และเงื่อนไขการใช้วิดีโอในโฆษณา
- ต้นทุนเพิ่มตามจำนวน Creative
การทดสอบหลาย Hook หลาย Persona หรือหลายข้อเสนออาจต้องจ้าง Creator เพิ่ม ถ่ายใหม่ หรือตัดต่อหลายรอบ ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นตามจำนวนชิ้นงาน
- ควบคุมคุณภาพได้ยาก
คุณภาพของภาพ เสียง แสง การพูด และการสาธิตสินค้าอาจไม่สม่ำเสมอ แม้แบรนด์จะให้ Brief เดียวกันก็ตาม
- แก้ไขเนื้อหาได้ไม่ทันที
หากต้องเปลี่ยนราคา โปรโมชั่น หรือข้อความเกี่ยวกับสินค้า อาจต้องรอให้ Creator ถ่ายวิดีโอใหม่
- มีเรื่องสิทธิการใช้งาน
แบรนด์ต้องตกลงให้ชัดเจนว่าสามารถนำวิดีโอไปใช้บนช่องทางใด ใช้ได้นานเท่าใด และสามารถนำไปตัดต่อหรือซื้อโฆษณาได้หรือไม่
AI UGC คืออะไร? AI สร้าง UGC ได้จริงหรือ?
AI UGC คือการใช้ Generative AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ มาผลิตวิดีโอในรูปแบบใกล้เคียงกับคอนเทนต์จาก Creator
ระบบอาจสร้างทั้งผู้พูด เสียง สคริปต์ ฉาก การเคลื่อนไหวของปาก คำบรรยาย และภาพประกอบสินค้า ช่วยให้ทีมการตลาดสร้างวิดีโอหลายเวอร์ชันได้โดยไม่ต้องจัดการถ่ายทำใหม่ทั้งหมด
AI สามารถสร้างวิดีโอที่มีรูปแบบคล้าย UGC ได้จริง แต่ยังไม่สามารถสร้างประสบการณ์ของลูกค้าจริงขึ้นมาได้ แบรนด์จึงไม่ควรใช้ AI Avatar กล่าวอ้างว่าเคยซื้อหรือใช้สินค้า หากไม่มีประสบการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เพราะอาจทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่าเป็นคำรับรองจากลูกค้า
แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือใช้ AI UGC สำหรับการอธิบายสินค้า สาธิตคุณสมบัติ นำเสนอปัญหาและวิธีแก้ หรือสร้างตัวละครสมมติที่เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างด้วย AI
AI Avatar สร้างคนพูดจาก Text
AI Avatar คือบุคคลดิจิทัลที่สร้างหรือขับเคลื่อนด้วย AI ผู้ใช้งานสามารถใส่ข้อความ เลือกบุคลิก ภาษา และเสียง จากนั้นระบบจะสร้างวิดีโอที่ Avatar พูดตามสคริปต์ พร้อมปรับการขยับปากให้สัมพันธ์กับเสียง
บางแพลตฟอร์มรองรับ Stock Avatar ซึ่งเป็นตัวละครสำเร็จรูป ขณะที่บางแพลตฟอร์มสามารถสร้าง Custom Avatar จากภาพหรือวิดีโอของบุคคลจริงได้
การใช้ Custom Avatar ต้องได้รับสิทธิและความยินยอมจากเจ้าของใบหน้าและเสียงอย่างชัดเจน โดยควรกำหนดขอบเขตการใช้งาน ระยะเวลา ช่องทาง และผู้ที่มีสิทธิเข้าถึงไฟล์ต้นฉบับ
AI Voice เสียงพากย์ที่ฟังเป็นธรรมชาติ
AI Voice คือเสียงพูดที่ระบบสังเคราะห์จากข้อความ ปัจจุบันสามารถปรับภาษา สำเนียง ความเร็ว จังหวะ และอารมณ์ได้มากขึ้น
สำหรับภาษาไทย ควรตรวจสอบการออกเสียงชื่อแบรนด์ คำทับศัพท์ ตัวเลข หน่วยวัด และคำเฉพาะก่อนเผยแพร่ เพราะเสียงที่ฟังเป็นธรรมชาติในประโยคทั่วไปอาจยังออกเสียงคำเฉพาะผิด
วิธีทำให้เสียงฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้น ได้แก่
- ใช้ประโยคสั้นและใกล้เคียงกับภาษาพูด
- ใส่เครื่องหมายวรรคตอนเพื่อกำหนดจังหวะหยุด
- หลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลหลายประเด็นในประโยคเดียว
- ปรับความเร็วแยกตามช่วงของวิดีโอ
- สร้างเสียงหลายเวอร์ชันและฟังบนโทรศัพท์ก่อนเลือกใช้
ไม่ควร Clone เสียงของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะบุคคลมีชื่อเสียง ผู้บริหาร ลูกค้า หรือ Creator ที่เคยร่วมงานกับแบรนด์
AI Script เขียนสคริปต์ UGC ที่ขายได้
AI สามารถช่วยสร้างสคริปต์จากข้อมูลสินค้า Persona ปัญหาของลูกค้า ข้อเสนอ และเป้าหมายของแคมเปญได้ แต่ข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นต้องผ่านการตรวจสอบโดยมนุษย์เสมอ
สคริปต์ UGC ที่ดีควรมีองค์ประกอบหลักดังนี้
- Hook เปิดด้วยประเด็นที่ตรงกับปัญหาหรือความสนใจของผู้ชม
- Problem อธิบายปัญหาในสถานการณ์ที่กลุ่มเป้าหมายเข้าใจได้
- Solution นำเสนอว่าสินค้าหรือบริการช่วยตอบโจทย์อย่างไร
- Proof แสดงสินค้า วิธีใช้ ผลทดสอบ หรือข้อมูลที่ตรวจสอบได้
- CTA บอกให้ผู้ชมทราบว่าควรทำอะไรต่อ
หลักสำคัญคือ AI ควรช่วยจัดโครงสร้างและสร้างตัวเลือก ไม่ควรได้รับอนุญาตให้คิดสรรพคุณ ตัวเลข รีวิว หรือประสบการณ์ของลูกค้าขึ้นมาเอง
6 เครื่องมือ AI สร้าง UGC ที่ดีที่สุด
คำว่าเครื่องมือที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละทีม บางเครื่องมือเด่นด้าน Avatar บางเครื่องมือเหมาะกับการสร้างโฆษณาจากหน้าสินค้า ขณะที่บางเครื่องมือเหมาะสำหรับตัดต่อวิดีโอที่มีอยู่แล้ว
| เครื่องมือ | จุดเด่น | เหมาะกับใคร | ข้อควรตรวจสอบ |
| HeyGen | Avatar และการขยับปากที่สมจริง รองรับหลายภาษา | ทีมที่ต้องการวิดีโอผู้พูดและการทำ Localize | ตรวจสอบความเป็นธรรมชาติของภาษาไทยและสิทธิของ Avatar |
| Synthesia | ระบบวิดีโอสำหรับธุรกิจ รองรับภาษาไทยและการทำงานเป็นทีม | องค์กรที่ต้องการมาตรฐานและการควบคุมเนื้อหา | รูปแบบวิดีโออาจดูเป็น Corporate มากกว่า UGC |
| Arcads | มี AI Actor จำนวนมากและเน้นการสร้างโฆษณา | ทีม Performance ที่ต้องการทดสอบ Persona หลายแบบ | ควรทดลองเสียงและการแสดงก่อนซื้อแพ็กเกจ |
| Creatify | สร้างวิดีโอจาก Product URL พร้อมช่วยเขียนสคริปต์ | ธุรกิจ Ecommerce ที่ต้องผลิตหลาย Creative | ต้องตรวจสอบข้อมูลที่ระบบดึงจากเว็บไซต์ |
| Captions.ai | ตัดต่ออัตโนมัติ สร้าง Subtitle และวิดีโอผู้พูด | Creator และทีมที่มีวิดีโอต้นฉบับอยู่แล้ว | ตรวจคำบรรยายภาษาไทยและชื่อสินค้า |
| CreateUGC.ai | เน้นวิดีโอ Ecommerce ในรูปแบบ TikTok และ Reels | ร้านค้าออนไลน์และทีมที่ต้องการ Workflow แบบรวดเร็ว | ควรทดลองคุณภาพ Avatar ก่อนนำไปยิงโฆษณา |
วิธีสร้าง AI UGC Ad แบบ Step by Step
Step 1 เขียน Script ด้วย AI
เริ่มจากเตรียมข้อมูลจริงของสินค้าให้ครบก่อนส่งให้ AI ได้แก่
- กลุ่มเป้าหมาย
- ปัญหาหลักของลูกค้า
- คุณสมบัติและประโยชน์ของสินค้า
- หลักฐานที่แบรนด์มี
- ข้อจำกัดของ Claim
- ข้อเสนอและ CTA
จากนั้นให้ AI สร้างสคริปต์ตามโครงสร้าง Hook ต่อด้วย Problem จากนั้นจึงเสนอ Solution และปิดท้ายด้วย CTA
ตัวอย่างคำสั่งสำหรับ AI
เขียนสคริปต์วิดีโอ UGC ความยาว 30 วินาที สำหรับกลุ่มเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีเวลาผลิตคอนเทนต์ เปิดด้วยปัญหาที่พบจริง อธิบายประโยชน์ของสินค้าโดยใช้ข้อมูลที่ให้เท่านั้น ใช้ประโยคสั้น ภาษาพูดที่สุภาพ และไม่สร้างผลลัพธ์หรือรีวิวที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
ควรสร้าง Hook อย่างน้อย 5 แบบ เพราะช่วงเปิดวิดีโอเป็นตัวแปรที่มีผลต่อการหยุดดูมากกว่าการเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยในช่วงท้าย
Step 2 เลือก Avatar และ Voice ที่ตรง Persona
Persona คือภาพแทนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงอายุ อาชีพ ปัญหา พฤติกรรม และรูปแบบการสื่อสาร
การเลือก Avatar ไม่ควรพิจารณาเพียงความสวยงาม แต่ควรดูว่าผู้พูดมีความสอดคล้องกับสินค้าและสถานการณ์หรือไม่ เช่น
- สินค้าสำหรับ First Jobber ควรใช้ผู้พูดที่มีบุคลิกและภาษาใกล้เคียงกับคนเริ่มทำงาน
- ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรควรใช้ผู้พูดที่ดูน่าเชื่อถือและอธิบายข้อมูลได้ชัดเจน
- สินค้าครอบครัวควรใช้บริบทที่เหมาะกับการใช้งานจริง โดยไม่สร้างคำรับรองปลอม
สำหรับภาษาไทยควรเลือกเสียงที่ออกเสียงชัด ไม่เร็วเกินไป และไม่มีสำเนียงที่ขัดกับกลุ่มเป้าหมาย
Step 3 สร้างวิดีโอและปรับแต่ง
หลังสร้างวิดีโอรอบแรก ควรตรวจสอบรายละเอียดต่อไปนี้
- การขยับปากสัมพันธ์กับเสียงหรือไม่
- มือ นิ้ว ฟัน และการเคลื่อนไหวมีความผิดปกติหรือไม่
- ชื่อแบรนด์และคำเฉพาะออกเสียงถูกต้องหรือไม่
- มีการแสดงสินค้าในขนาดและรูปแบบที่ถูกต้องหรือไม่
- Subtitle ตรงกับเสียงและอ่านทันหรือไม่
- Claim ทั้งหมดมีหลักฐานรองรับหรือไม่
- มีการเปิดเผยการใช้ AI ตามข้อกำหนดของแพลตฟอร์มหรือไม่
วิดีโอที่ดูเป็นธรรมชาติไม่จำเป็นต้องมีข้อผิดพลาดโดยตั้งใจ แต่ควรมีจังหวะการพูด การหยุด และการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นทางการเกินไป การใช้ภาพสินค้าจริง วิดีโอสาธิตจริง และหน้าจอใช้งานจริงร่วมกับ Avatar มักช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ดีกว่าการสร้างทุกองค์ประกอบด้วย AI
Step 4 ทดสอบ A/B กับ UGC จริง
A/B Testing คือการเปรียบเทียบ Creative สองรูปแบบภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงกัน เพื่อดูว่ารูปแบบใดสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า
แนะนำให้ทดสอบอย่างน้อย 3 กลุ่ม
| กลุ่มทดสอบ | รูปแบบ |
| กลุ่ม A | AI UGC |
| กลุ่ม B | UGC จาก Creator จริง |
| กลุ่ม C | วิดีโอแบรนด์แบบดั้งเดิม |
ควรใช้กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ ข้อเสนอ และช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน จากนั้นวัดผลด้วยตัวชี้วัดตามลำดับ Funnel ได้แก่
- Hook Rate เพื่อดูว่าช่วงเปิดวิดีโอหยุดผู้ชมได้หรือไม่
- Average Watch Time เพื่อดูระยะเวลาการรับชมเฉลี่ย
- CTR เพื่อวัดสัดส่วนการคลิก
- Landing Page View เพื่อแยกการคลิกที่โหลดหน้าเว็บไซต์สำเร็จ
- Conversion Rate เพื่อวัดสัดส่วนผู้ที่ทำเป้าหมายสำเร็จ
- CPA เพื่อวัดต้นทุนต่อผลลัพธ์
- ROAS เพื่อวัดรายได้จากค่าโฆษณา
ควรเปลี่ยนตัวแปรครั้งละหนึ่งประเด็น เช่น เปลี่ยนเฉพาะ Hook หรือ Avatar เพื่อให้ทราบว่าปัจจัยใดส่งผลต่อผลลัพธ์จริง
AI UGC เทียบกับ Real UGC ด้านต้นทุนและผลลัพธ์
| ประเด็น | AI UGC | Real UGC |
| ต้นทุนเริ่มต้น | มักต่ำกว่าเมื่อผลิตหลายเวอร์ชัน | มีค่าจ้าง Creator ค่าสินค้า และค่าผลิต |
| ระยะเวลาผลิต | สามารถสร้างและแก้ไขได้รวดเร็ว | ต้องประสานงาน ส่งสินค้า และรอถ่ายทำ |
| การสร้างหลายภาษา | ทำได้สะดวกกว่า | อาจต้องใช้ Creator หรือพากย์เสียงเพิ่ม |
| การควบคุม Script | แก้ไขข้อความได้ทันที | การแก้ไขมากอาจต้องถ่ายใหม่ |
| ความน่าเชื่อถือ | ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสและความสมจริง | มีโอกาสน่าเชื่อถือกว่าเมื่อเป็นประสบการณ์จริง |
| การสาธิตสินค้า | อาจมีข้อจำกัดด้านความถูกต้อง | แสดงการใช้งานจริงได้ชัดเจน |
| ความเสี่ยง | Avatar ดูไม่เป็นธรรมชาติ Claim ผิด และผู้ชมเข้าใจผิด | คุณภาพไม่สม่ำเสมอและมีข้อจำกัดด้านสิทธิ |
| การใช้งานที่เหมาะสม | ทดสอบ Creative หลายแนวและทำ Localize | สร้าง Social Proof และถ่ายทอดประสบการณ์จริง |
แนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับหลายธุรกิจคือ Hybrid UGC หรือการผสม AI กับคนจริง เช่น ใช้ AI ช่วยค้นหา Insight เขียน Script และตัดต่อ แต่ยังใช้ Creator จริงสาธิตสินค้า หรือใช้ AI Avatar สำหรับการทดสอบแนวคิดก่อนลงทุนผลิต Real UGC
ต้นทุนที่ควรเปรียบเทียบไม่ใช่เพียงราคาต่อวิดีโอ แต่ควรรวมเวลาแก้ไข จำนวน Creative ที่ผลิตได้ ค่าใช้สิทธิ ค่าโฆษณา และต้นทุนต่อ Conversion ด้วย
จริยธรรมและข้อควรระวัง ต้องเปิดเผยหรือไม่ว่าเป็น AI
หากวิดีโอมีบุคคล เสียง หรือเหตุการณ์ที่ AI สร้างขึ้นอย่างสมจริง การเปิดเผยว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างด้วย AI เป็นแนวทางที่เหมาะสม แม้บางกรณีแพลตฟอร์มอาจยังไม่ได้กำหนดให้ผู้ลงโฆษณาทุกประเภทต้องระบุด้วยตนเอง
สิ่งที่ไม่ควรทำ ได้แก่
- สร้างลูกค้าสมมติแล้วนำเสนอว่าเป็นผู้ใช้จริง
- สร้างรีวิวหรือผลลัพธ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น
- Clone ใบหน้าหรือเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ทำให้บุคคลดูเหมือนรับรองสินค้าโดยที่ไม่ได้ยินยอม
- ใช้ภาพสินค้า AI ที่แตกต่างจากสินค้าจริงอย่างมีนัยสำคัญ
- ปกปิดข้อมูลที่อาจทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคา เงื่อนไข หรือผลลัพธ์
ในมุมของ AI Search เนื้อหาโฆษณา รีวิว หน้าเว็บไซต์ และข้อมูลจากบุคคลภายนอกสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Footprint ของแบรนด์ได้ หากแบรนด์เผยแพร่คำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกันหรือสร้างประสบการณ์ลูกค้าปลอม ความน่าเชื่อถืออาจไม่ได้ลดลงเฉพาะในโฆษณา แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมข้อมูลที่ระบบค้นหาและ AI ใช้ทำความเข้าใจแบรนด์
นโยบาย Meta และ TikTok เกี่ยวกับเนื้อหาที่สร้างด้วย AI
Meta ระบุว่าสามารถแสดงป้าย AI Info บนโฆษณาที่สร้างหรือแก้ไขด้วยเครื่องมือ Generative AI ของ Meta รวมถึงโฆษณาที่ระบบตรวจพบว่ามาจากเครื่องมือภายนอก สำหรับโฆษณาเกี่ยวกับประเด็นสังคม การเลือกตั้ง หรือการเมือง ผู้ลงโฆษณาต้องเปิดเผยเมื่อมีการใช้ภาพ วิดีโอ หรือเสียงสมจริงที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI สามารถตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดได้จาก Meta Business Help Center
TikTok กำหนดให้โฆษณาที่มีภาพ วิดีโอ หรือเสียงซึ่งสร้างด้วย AI ทั้งหมดหรือถูกดัดแปลงอย่างมีนัยสำคัญต้องมีการเปิดเผย โดยผู้ลงโฆษณาสามารถใช้ AI Generated Content Disclaimer ใน Ads Manager หากตรวจพบเนื้อหาที่เข้าข่ายแต่ไม่เปิดเผย โฆษณาอาจถูกปฏิเสธหรือจำกัดการแสดงผล สามารถตรวจสอบข้อกำหนดได้จาก TikTok Advertising Policies
นอกจากนี้ คอนเทนต์ที่โปรโมตแบรนด์ สินค้า หรือบริการบน TikTok ยังต้องใช้การเปิดเผย Commercial Content ตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
นโยบายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงโฆษณาจึงควรตรวจสอบ Help Center ของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนเปิดแคมเปญทุกครั้ง
กฎหมายไทย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และ PDPA
การใช้ AI UGC ในประเทศไทยต้องพิจารณาทั้งข้อมูลที่นำไปสร้างวิดีโอและผลลัพธ์ที่นำไปเผยแพร่
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ หากแบรนด์นำภาพ วิดีโอ หรือเสียงของบุคคลจริงไปสร้าง Avatar หรือ Voice Clone ต้องมีฐานกฎหมายที่เหมาะสม แจ้งวัตถุประสงค์ และกำหนดขอบเขตการใช้งานอย่างชัดเจน
หากมีการประมวลผลข้อมูลชีวมิติ เช่น ข้อมูลใบหน้าที่ใช้เพื่อระบุตัวบุคคลโดยเฉพาะ อาจเข้าข่ายข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีข้อกำหนดเข้มงวดกว่าข้อมูลทั่วไป สามารถอ่านตัวบทได้จาก พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อาจเกี่ยวข้องเมื่อมีการนำเข้าหรือเผยแพร่ข้อมูลปลอมในลักษณะที่เข้าองค์ประกอบความผิด เช่น มีเจตนาทุจริตและอาจสร้างความเสียหายต่อประชาชน รวมถึงกรณีการนำภาพของผู้อื่นที่ถูกสร้าง ตัดต่อ หรือดัดแปลงเข้าสู่ระบบในลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือได้รับความอับอายตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ดังนั้น แบรนด์ไม่ควรใช้ AI สร้างภาพหรือเสียงให้บุคคลจริงกล่าวรับรองสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ควรสร้างข้อมูลเท็จที่อาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจผิดพลาด
เนื้อหาส่วนนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากแคมเปญเกี่ยวข้องกับข้อมูลสุขภาพ การเงิน เด็ก บุคคลมีชื่อเสียง หรือการ Clone ตัวตน ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบก่อนเผยแพร่